2553/02/07
วิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่
ผู้สร้างวิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่คือ Dr. Maria Montissori แพทย์สตรีของอิตาลี เชื่อว่าการจัดการศึกษานั้น ผู้จัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จัก เข้าใจ และเข้าถึงผู้เรียนก่อน การจัดการศึกษาปฐมวัยตามแนวคิดของมอนเตสซอรี่ จึงให้ความสำคัญกับผู้เรียน หรือ เด็ก มากที่สุด มอนเตสซอรี่ได้กล่าวเสมอว่า เด็กคือ ครู เขาเชื่อในเรื่องของ เป้าหมายการศึกษามากกว่า วิธีการ สำหรับการจัดการศึกษา มีเป้าหมาย คือ เพื่อพัฒนามนุษย์ให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ภายใต้สภาพแวดล้อมที่มนุษย์อาศัยอยู่ให้สามารถปรับตนเองได้สอดคล้องกับกาลเวลา สถานที่ และวัฒนธรรม ความสามารถในการปรับตนเองได้นี้ หมายรวมถึง ความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ เหตุการณ์ ดังนั้น เป้าหมายของการศึกษาของมอนเตสซอรี่ จึงเป็นการเตรียมเด็ก เพื่อชีวิต
2553/01/29
กระบวนการเรียนรู้ที่สร้างความรู้สึกทางบวกแก่เด็กปฐมวัย
การสร้างความรู้สึกทางบวกให้กับเด็กเล็กเป็นสิ่งสำคัญ ผู้ใหญ่ส่วนมากจะเห็นว่าไม่เห็นต้องสนใจ โตขึ้นก่อนแล้วค่อยคำนึงก็ได้ เด็กไม่รู้เรื่องทำอะไรก็ได้ ความคิดดังกล่าว จำเป็นต้องปรับและเปลี่ยนแปลงความคิดดังกล่าวตั้งแต่ตอนนี้ถ้าเราต้องการจะได้เด็กที่โตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ และเป็นคนที่ดีในอนาคต สิ่งที่ต้องทำเพื่อสร้างให้เด็กมีความรู้สึกทางบวกมีดังนี้
1. ชื่นชมเด็กเมื่อเด็กทำดี
2. ระมัดระวังในการใช้คำพูดกับเด็ก
-งดใช้คำว่า อย่า
-ไม่ประนาม เยาะเย้ย ค่อนแคะ หัวเราะเยาะ
-ไม่ออกคำสั่ง
-ไม่บังคับข่มขู่
-ไม่ครอบงำทางความคิด
-ไม่ทำตลกล้อเลียนจุดบกพร่องของเด็ก
3. ท้าทายให้เด็กได้แสดงความสามารถ
4. ให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
5. กระตุ้นความคิดของเด็ก
6. เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก
7. แสดงออกถึงความรัก และความเข้าใจเด็ก
8. ปลูกฝังนิสัยและค่านิยมที่ดีให้เด็ก
-ความอดทนอดกลั้น
-รักษากฏ กติกา
-มีเหตุผล
-ซื่อสัตย์
-ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน
สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับผู้ใหญ่ที่จะทำให้กับเด็กของเรา แต่พวกเรามักจะละเลย
และมองข้ามเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เด็กไม่คิดเช่นนั้น เราจึงต้องคิดและทำใหม่ให้ได้ต่อไป
1. ชื่นชมเด็กเมื่อเด็กทำดี
2. ระมัดระวังในการใช้คำพูดกับเด็ก
-งดใช้คำว่า อย่า
-ไม่ประนาม เยาะเย้ย ค่อนแคะ หัวเราะเยาะ
-ไม่ออกคำสั่ง
-ไม่บังคับข่มขู่
-ไม่ครอบงำทางความคิด
-ไม่ทำตลกล้อเลียนจุดบกพร่องของเด็ก
3. ท้าทายให้เด็กได้แสดงความสามารถ
4. ให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ทำสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
5. กระตุ้นความคิดของเด็ก
6. เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่เด็ก
7. แสดงออกถึงความรัก และความเข้าใจเด็ก
8. ปลูกฝังนิสัยและค่านิยมที่ดีให้เด็ก
-ความอดทนอดกลั้น
-รักษากฏ กติกา
-มีเหตุผล
-ซื่อสัตย์
-ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน
สิ่งที่กล่าวมานี้เป็นสิ่งที่ไม่ยากสำหรับผู้ใหญ่ที่จะทำให้กับเด็กของเรา แต่พวกเรามักจะละเลย
และมองข้ามเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่เด็กไม่คิดเช่นนั้น เราจึงต้องคิดและทำใหม่ให้ได้ต่อไป
2553/01/28
การจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม
การจัดประสบการณ์เพื่อให้เด็กปฐมวัยเป็นคนดีที่สังคมไทยต้องการในขณะนี้ จำเป็นที่จะต้องมีกรอบความคิดหรือมีเป้าหมายที่ชัดเจน เช่น ต้องการให้เด็กมีความเมตตา ซื่อสัตย์ การรู้จักการให้ มีการแบ่งปัน ช่วยเหลือเกื้อกูล นั้น จะต้องจัดประสบการณ์ด้วยความรัก ความผูกพัน จากการสัมผัส และคำพูดชื่นชม เมื่อเด็กทำดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้สมองของเด็กสร้างเครือข่ายเส้นใยสมองมาเชื่อมโยงเซลล์สมองทำให้สมองของเด็กได้รับการพัฒนาในเชิงบวก ทั้งด้านสติปัญญาและอารมณ์ เมื่อเด็กทำดี จะทำให้เด็กเติบโตในภาวะอารมณ์ที่มั่นคง และอบอุ่น ทำให้เด็กมีทัศนคติเชิงบวกในการดำเนินชีวิต และมีแนวโน้มจะพัฒนาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความไว้วางใจและความรู้สึกห่วงใยผู้อื่น มีความละเอียดอ่อนต่อการใช้ชีวิต ดังนั้น การจะทำให้เด็กเป็นคนดีสิ่งสำคัญคือ การให้ความรัก ที่เป็นจุดเริ่มต้นของการจัดประสบการณ์ ถ้าเด็กขาดความรักตั้งแต่แรกแล้ว ต่อไปจะให้เด็กของเราเป็นคนดีย่อมจะหวังได้อย่างยากยิ่ง
2553/01/20
ความแตกต่างของสมอง : ระหว่างผู้หญิงและผู้ชาย
มีข้อมูลกล่าวถึงความแตกต่างระหว่างสมองผู้หญิงและผู้ชาย ที่เป็นการค้นพบโดยเฉลี่ยแล้ว สมองเพศหญิงจะมีพัฒนาการทางภาษาดีกว่าชาย เฉพาะอย่างยิ่งด้านการอ่านและการฟัง ซึงอธิบายว่า ความแตกต่างระหว่างชายหญิงเป็นผลมาจากการปรับตัวขอบงสมอง ระหว่างการวิวัฒนาการของมนุษย์ ในอดีตผู้ชายเป็นนักล่าสัตว์มาก่อน ทำให้ทักษะในการมองเห็นได้รับการพัฒนาอย่างมาก รวมทั้งทักษะเกี่ยวกับการเข้าใจข้อมุลที่เป็นระยะ มิติ รูปร่าง ขนาด จำนวน ซึ่งเกี่ยวข้องกับคณิตศาสตร์ ส่วนผู้หญิงเลี้ยงดูบุตร ทำให้มีการพัฒนาทักษะภาษานอกจ รวมทั้งความรู้สึกอ่อนไหวต่อเหตุการณ์รอบๆตัว และความสามารถในการสื่อสาร ดังนั้นเวลาจะเรียนรู้ ต้องมีความเข้าใจลักษณะความแตกต่างดังกล่าว การจัดการเรียนสำหรับผู้ชายต้องใช้รูปภาพ ของจริง สิ่งของที่มีระยะ มิติ เข้าช่วยในการเรียนรู้ ส่วนผู้หญิงจะเรียนรู้ได้ดีขึ้นถ้าได้ยินเสียง ได้ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษา ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นอกจากนั้นยังเก่งในการรับรู้รายละเอียด มีความสนใจในเรื่องความรู้สึกต่างๆ ความรู้เช่นนี้ ครูหรือผู้จัดการเรียนรู้จะต้องนำไปเป็นใช้ประกอบในการพัฒนาเด็ก
2553/01/19
ข้อคิดในการจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัย
การจัดกิจกรรมให้กับเด็กปฐมวัย หรือการจัดประสบการณ์เพื่อพัฒนาความพร้อมให้กับเด็กปฐมวัยมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ผู้ใหญ่ต้องมีความเข้าใจธรรมชาติของเด็ก พัฒนาการของเด็กในวัย
ต่างๆ ต้องรู้จักการจัดกิจกรรมในแบบต่างๆ สำหรับข้อคิดและวิธีปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวพอจะกล่าวได้ดังนี้
1. อ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นประจำ การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเด็กเล็ก ถ้าหนังสือน่าสนใจ เด็กจะอยากฟัง ถึงแม้จะมีคำศัพย์ยาก เด็กก็จะเข้าใจเนื่องจากเด็กสนใจทำให้อยากรู้ ดังนั้นเด็กก็จะมีคลังคำสะสมอยู่ในสมอง
2. การเรียนรู้ต้องมีบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ การ
สร้างบรรยากาศที่กดดันเด็กไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เลย เช่น การขู่เข็ญ การบังคับ การลงโทษ
3. สมองจะเกิดการเรียนรู้ถ้ามีความสนใจ สมองจะสนใจ ตัองมีการกระตุ้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น สื่ออุปกรณ์ วิธีการสอนที่น่าสนใจ เนื้อหาการสอน การยัดเยียดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่ความหมายสำหรับการเรียนรู้ของเด็กเล็ก
4. กิจกรรมการเรียนรู้ต้องออกแบบให้มีการใช้สมองหลายส่วน การสอนเด็กมีหลักสำคัญ คือ ให้สมองของเด็กได้เข้าร่วมในการเรียนรู้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนรับภาพ ส่วนรับเสียง ส่วนรับสัมผัส ส่วนรับกลิ่น ส่วนรับรส เป็นต้น ยิ่งสมองหลายส่วนเข้าร่วมในการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็ยิ่งเกิดเร็วขึ้น
5. กระตุ้นสมองส่วนรับภาพ ครูจำเป็นจะต้องใช้วิธีการหรือสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่กระตุ้นสมองในส่วนของการรับภาพ ไม่ใช่ใช้วิธีการพูดหรือการบรรยายอย่างเดียวแล้วคิดว่าเด็กเข้าใจ ยิ่งเด็กเล็กจะต้องหาทางให้เด็กได้เห็นขณะที่เด็กเรียนรู้
จึงเป็นข้อเสนอแนะบางประการเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งจำเป็นต้องศึกษาและนำไปปฏิบัติต่อไป
ต่างๆ ต้องรู้จักการจัดกิจกรรมในแบบต่างๆ สำหรับข้อคิดและวิธีปฏิบัติในเรื่องดังกล่าวพอจะกล่าวได้ดังนี้
1. อ่านหนังสือให้เด็กฟังเป็นประจำ การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาเด็กเล็ก ถ้าหนังสือน่าสนใจ เด็กจะอยากฟัง ถึงแม้จะมีคำศัพย์ยาก เด็กก็จะเข้าใจเนื่องจากเด็กสนใจทำให้อยากรู้ ดังนั้นเด็กก็จะมีคลังคำสะสมอยู่ในสมอง
2. การเรียนรู้ต้องมีบรรยากาศที่ช่วยกระตุ้น ส่งเสริมและสนับสนุน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ การ
สร้างบรรยากาศที่กดดันเด็กไม่ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้เลย เช่น การขู่เข็ญ การบังคับ การลงโทษ
3. สมองจะเกิดการเรียนรู้ถ้ามีความสนใจ สมองจะสนใจ ตัองมีการกระตุ้นด้วยวิธีต่างๆ เช่น สื่ออุปกรณ์ วิธีการสอนที่น่าสนใจ เนื้อหาการสอน การยัดเยียดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ไม่ความหมายสำหรับการเรียนรู้ของเด็กเล็ก
4. กิจกรรมการเรียนรู้ต้องออกแบบให้มีการใช้สมองหลายส่วน การสอนเด็กมีหลักสำคัญ คือ ให้สมองของเด็กได้เข้าร่วมในการเรียนรู้หลายส่วน ได้แก่ ส่วนรับภาพ ส่วนรับเสียง ส่วนรับสัมผัส ส่วนรับกลิ่น ส่วนรับรส เป็นต้น ยิ่งสมองหลายส่วนเข้าร่วมในการเรียนรู้ การเรียนรู้ก็ยิ่งเกิดเร็วขึ้น
5. กระตุ้นสมองส่วนรับภาพ ครูจำเป็นจะต้องใช้วิธีการหรือสื่ออุปกรณ์ต่างๆ ที่กระตุ้นสมองในส่วนของการรับภาพ ไม่ใช่ใช้วิธีการพูดหรือการบรรยายอย่างเดียวแล้วคิดว่าเด็กเข้าใจ ยิ่งเด็กเล็กจะต้องหาทางให้เด็กได้เห็นขณะที่เด็กเรียนรู้
จึงเป็นข้อเสนอแนะบางประการเท่านั้น ยังมีอีกหลายอย่างซึ่งจำเป็นต้องศึกษาและนำไปปฏิบัติต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)